เราจดจำเหตุการณ์ทางการเมืองในปี 2553 อย่างไร
หลายคนเกลียด กลัว คนเสื้อแดง หวาดผวาราวกับเจอสัตว์ประหลาด พวกเขาไร้ใบหน้า ไม่ใช่ปัจเจก เป็นเพียงมวลชนที่ไร้พลวัตร ไหลตามคำสั่งของผู้นำที่มีอำนาจล้นฟ้า
วันเวลาผ่านไป เราเองถึงได้รู้ว่าสัตว์ประหลาดที่เราเกลียดเรากลัวนั้น คือพวกเรา ไม่ใช่ใครอื่น
94 ศพที่เสียชีวิตในทุ่งคอนกรีตสังหารนั้น เป็นเพียงตัวเลขอย่างน้อยที่สุด ยังมีผู้เสียชีวิตอีกหลายคนที่ไม่ได้รับการยืนยันหรือรายงาน ยังมีผู้ที่ได้รับผลกระทบ ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตในภายหลัง ยังไม่รวมกรณีที่ในกลุ่มผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันนี้ หลายรายแทบไม่มีข้อมูลใดๆ ไม่มีการเอ่ยถึง และถูกทิ้งเอาไว้เป็นปริศนา
แต่สิ่งที่ชัดแจ้งที่ไม่ต้องไปตามหาปริศนาที่ไหน คือ ถึงแม้ว่าผู้เสียชีวิตจำนวน 18 รายที่ศาลวินิจฉัยแล้วว่า กระสุนมาจากเจ้าหน้าที่ทหาร แต่จนถึงทุกวันนี้ยังไม่มีใครถูกดำเนินคดีด้วยเหตุผล "ไม่มีพยานหลักฐาน ไม่มีพยานแวดล้อม ไม่มีพยานบุคคล" หรือกระทั่ง "ไม่มีอำนาจในการตัดสิน" ความยุติธรรมในคดีฆ่าคนตายกว่า 94 ศพ จนวันนี้ยังไม่มีข้อยุติ ยังไม่มีผู้ใดต้องรับผิดชอบ เพราะกลไกและโครงสร้างทางการเมืองที่ต่างเกื้อหนุนให้เกิด "วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด"
การชำระประวัติศาสตร์ไม่ใช่การชำระล้างให้ทุกสิ่งหายไป แต่คือการชำระความ เพื่อตามหาความจริง การรับผิดชอบ ความยุติธรรม และคำขอโทษ
ชีวิตหนึ่งที่ปลิดปลิวอยู่ใจกลางเมืองหลวงอาจจะเป็นใครก็ได้ ทำไมถึงเกิดคำพูดที่ว่า "ถ้าไม่ออกมาก็ไม่ตาย" แทนที่จะเป็น "ทำไมออกมาแล้วถึงถูกยิง"
คนที่ตายมีใบหน้า มีตัวตน เขาอาจจะเป็นผู้ชุมนุมที่ออกมาเรียกร้องสิ่งที่เขาเชื่อ หรือเด็กอายุ 12 ที่ออกมาเดินเล่นแถวนั้นแล้วโดนลูกหลง
คนที่ถูกฆ่ามีชีวิต มีเรื่องราว เขาอาจจะเป็นวัยรุ่นคนหนึ่งที่ออกมาช่วยเหลือผู้ชุมนุม หรือเป็นชายวัยกลางคนที่แค่มายืนสังเกตการณ์
เราขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการทวงคืนความยุติธรรมต่อผู้เสียชีวิตที่ยังคงดำเนินมาต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ ด้วยการนำเสนอข้อเท็จจริงด้วยเครื่องมือที่เราเรียกมันว่า "ศิลปะ"